| การวางแผนการผลิตเสื้อผ้าระบบอุตสาหกรรม
การลดและการขยายแบบตัด
( Pattern Grading ) คือ
การลดการขยายแบบตัดจากแบบตัดที่ได้ตัดและเย็บเสื้อตัวอย่าง
ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว
แบบตัดที่นำไปลดและขยายแบบส่วนมากจะเป็นแบบตัดแข็ง
( block pattern )
ขนาดตัวที่นำมาลดและขยายแบบส่วนมากจะเป็นขนาดตัว
Size M
เพราะเป็นตัวแทนของขนาดเล็ก
( S ) และขนาดใหญ่ ( L )
การลดและการขยายแบบตัดทำได้ด้วยมือและคอมพิวเตอร์
การลดและการขยายแบบทำได้
2 วิธี คือ
การลดและการขยายแบบทิศทางเดียว
และการลดและการขยายแบบสองทิศทาง
การวางแบบตัด
( Maker making )
คือการนำเอาชิ้นส่วนของแบบตัดทุกชิ้น
ทุกขนาดที่จะตัดมาวางบนกระดาษวาดแบบจนครบทุกชิ้น
ซึ่งในการวางแบบนั้นจะต้องมีใบสั่งซื้อ
อัตราส่วนการคละขนาด
( Ratio ) เสื้อตัวอย่าง
ผ้า
ความกว้างของหน้าผ้า
ประกอบการทำงาน
อย่างไรก็ตามการวางแบบตัดจะต้องคำนวนการวางแผนการตัด
(Cut order planning )
ก่อนซึ่งในใบคำนวนการคิดวางแผนการตัดนี้
จะมีรายละเอียดจำนวนตัวในการวางแบบตัด
( Ratio )
และจำนวนชั้นของผ้าปูออกมา
จึงทำให้ควบคุมการใช้วัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้มาตราฐานจะมีแผนก
MU ( Material utilization )
เป็นผู้วางแผนงานตัด
ติดตามและประมาณผลการใช้วัสดุตั้งแต่เริ่มผลิตจนงานเสร็จ
วิธีดู maker
ค่าประหยัดวัสดุหรือไม่ให้ดูที่ค่า
CU ค่า CU ยิ่งใกล้ 100 %
ยิ่งดี
อย่างไรก็ตามตัวเลขที่พอเหมาะสมจะอยู่ระหว่าง
80-90 %
การปูผ้า
( Spreading ) ตัดผ้า ( Cutting )
และแยกมัดงาน ( Section )
เป็นแผนกที่ทำงานร่วมกันเพื่อปู
ตัด และแยกงาน
ให้ทันการส่งมอบงานให้กับแผนกเย็บ
การปูผ้า
จะได้คำสั่งมาจากใบการวางแผนการตัด
( Cut order planning )
การปูผ้าต้องมีกระดาษรองระหว่างรอยต่อของม้วนผ้า
เพื่อป้องกันปัญหาความต่างของสี
( Shading )
และสะดวกในการแยกมัดงาน
การตัดผ้า
มีหลักที่สำคัญในการตัดคือ
เลือกใช้เครื่องตัดให้เหมาะกับผ้า
ตัดชิ้นเล็กออกจากชิ้นใหญ่
มีถุงมือเหล็กขณะทำงานตัดเศษผ้านำเก็บใส่ถุงให้เรียบร้อย
แยกมัดงาน
แยกชิ้นส่วนตามใบวิเคราะห์งาน
( Garment analysis )
จำนวนตัวของมัดขึ้นอยู่กับจำนวนชั้นของม้วนผ้า
มีคูปองกำกับมัดงานป้องกันการเย็บผิดมัด
แยกชิ้นส่วนและส่งมอบให้แผนกเย็บตามที่วางแผนไว้
การเย็บ
( Sewing )
คือการนำชิ้นส่วนของผ้าทุกชิ้น
ที่ผ่านการตัดมาประกอบเข้าด้วยกันให้เป็นผลิตภัณฑ์ตามที่ออกแบบไว้
โดยมีคุณภาพดีเป็นที่ยอมรับ
การเย็บผ้าในระบบอุตสาหกรรมต้องมีการวางแผนควบคุม
เทคนิคการใช้ควบคุมการเย็บให้มีประสิทธิภาพคือการศึกษาหาเวลา
มาตราฐานของการเย็บ
เพื่อจะได้กำหนดระยะเวลาการผลิตได้
การศึกษาเวลามาตราฐานที่ใช้ในปัจจุบันมี
2 วิธีคือ 1 )
การคำนวนเวลามาตราฐาการเย็บโดยวิธีจับเวลาด้วยนาฬิกา
2 )
การคำนวนเวลามาตราฐานล่วงหน้า
PMTs ( Predetermined motion time for industrial sewing
)
การคำนวนเวลามาตราฐานโดยการจับเวลาด้วยนาฬิกา
มีข้อจำกัดคือ
ต้องทำในขณะที่ปฏิบัติการผลิตแล้ว
แต่การคำนวนหาเวลามาตราฐานล่วงหน้า
สามารถทำได้ก่อนลงมือผลิต
แต่ผลที่ได้อาจคลาดเคลื่อนบ้างเพราะเป็นการคำนวนด้วยวิธีสากล
เมื่อนำเวลาที่ใช้ได้สองวิธีมาเปรียบเทียบหาประสิทธิภาพการทำงาน
เป้าหมายการผลิตอาจสูง
หรือต่ำกว่าความเป็นจริงได้
การคำนวนเวลามาตราฐานล่วงหน้าประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
คือ
การทำงานอย่างต่อเนื่อง
โดยใช้สัญลักษณ์
วิเคราะห์ส่วนประกอบของเสื้อผ้า
ใบวิเคราะห์งาน
เป็นลำดับขั้นตอนการทำงานเย็บ
ผลผลิตต่อชิ้น
ต่อวัน เวลา
และชนิดของเครื่องจักรความสมดุล
จะได้เป้าหมายการผลิต
จำนวนพนักงานเย็บ
จำนวนจักรที่มีความสมดุลกัน
การจัดวางผังเป็นแผนผังการจัดวางจักรอย่างเป็นระบบ
เลือกระบบให้เหมาะสมกับแบบ
สถานที่และเครื่องจักร
การบรรจุหีบห่อ
( Packing )
เป็นการบรรจุหีบห่อผลิตภัณฑ์
เพื่อปกป้องสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างปลอดภัย
การบรรจุหีบห่อสินค้าเสื้อผ้า
มีทั้งวัสดุที่ใช้หีบห่อภายในและภายนอก
วัสดุหีบห่อภายในได้แก่
ถุงพลาสติก กระดาษ
ฟองน้ำ
วัสดุหีบห่อภายนอกได้แก่
กล่องลูกฟูก
เชือกรัดกล่อง สี
และอุปกรณเขียนกล่อง
การบรรจุสินค้าปัจจุบันมี
2 รูปแบบคือ 1) Solid packing
คือการบรรจุสินค้าลงกล่องอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่นสีเดียวขนาดเดียว
2) Assortment packing
คือการบรรจุสินค้าลงกล่องแบบคละแบบ
สี และขนาด
การควบคุมคุณภาพ
( Quality Control )
หมายถึงการตรวจผลิตภัณฑ์ให้มีคุณสมบัติพึงประสงค์ของผู้บริโภค
การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่มมี
3 ขั้นตอนคือ 1)
การตรวจวัตถุดิบ 2)
การตรวจระหว่างการผลิต
3)
การตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
การตรวจวัตถุดิบ
เป็นขั้นตอนการตรวจผ้าพื้นวัสดุประกอบเสื้อผ้า
เช่น ด้าย กระดุม ซีป
เป็นต้น
การตรวจวัตถุดิบมี 3
ระบบ คือ
การตรวจระบบ 4 จุด
( Four point system)
ระบบการตรวจ 10 จุด ( Ten -
point system )
และระบบแกรนนิทวิล
78 ( Graniteville 78 system )
การตรวจระหว่างการผลิตเป็นการตรวจหลังจากตรวจผ้าพื้นแล้ว
หลังจากการตัดจะมีการตรวจชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่
เช่น เสื้อแผ่นหนา
เสื้อแผนหลัง
และแขนเสื้อ
เป็นต้น
หากพบข้อบกพร่องก็จะตักเปลี่ยน
ในแผนกเย็บการเย็บชิ้นส่วนย่อยของเสื้อผ้า
จะต้องมีการตรวจชิ้นส่วนก่อนนำไปประกอบเป็นตัวเสื้อ
เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
เพราะการเปลี่ยนชิ้นส่วนย่อยจะงายและมีต้นทุนต่ำกว่าเสื้อ
ที่เป็นตัวแล้ว
การตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
เป็นงานตรวจหลังจากเสื้อที่เป็นตัวแล้ว
ปัจจุบันใช้การตรวจที่เรียกว่า
ANSI / ASQC Z 1.4
การตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแบ่งออกเป็น
3 แบบคือ 1)
การตรวจสอบแบบปกติ 2)
การตรวจสอบแบบเข้มงวด
3)
การตรวจสอบแบบลดหย่อน
|